สร้างธรรมในใจ สู้ภัยเศรษฐกิจ
ตอน ๓

อยุธยาไม่สิ้นคนดี

มีใคร ๆ เขามาถามว่า "เมืองไทยเราจะอยู่รอดไหม" ก็เลยบอกว่า "ไปถามผู้บริหารประเทศชาติ" หลวงพ่อคิดว่าจะอยู่รอดเมืองไทยเราถึงจะเป็นอย่างไรมันก็ไม่ถึงกับต่างประเทศบางประเทศที่เขาเป็นในปัจจุบัน คนไทยเราโดยปกติธรรมดานี่เวลาบ้านเมืองปกติ บางทีก็คล้ายกับว่าจะไม่สามัคคีกลมเกลียว บ้านอยู่ติดกันมองข้ามกำแพงบ้านเกิดทะเลาะกันแล้ว แต่เวลาบ้านเมืองเกิดวิกฤติการณ์ขึ้นมา ถึงคราวบ้านเมืองจะล่มจมคนไทยจะเกาะกันเป็นกลุ่มแน่นหนามั่นคง หลวงพ่อว่าที่บรรพบุรุษท่านพูดเป็นคำขวัญว่า อยุธยาไม่เคยสิ้นคนดี คำพูดของบรรพบุรุษของเราคำนี้มันเป็นอมตะ พอถึงคราวจะล่มจม มันจะมีคนดีขึ้นมา มารื้อฟื้นของดี ๆ ของเราคืนมา เวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็กำลังรื้อฟื้นแผ่นดิน ไร่นาผสมผสานของพระองค์นั่นแหละดีที่สุด มันเลี้ยงเรามาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย เกษตรกรรมประจำครอบครัว ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์

สมัยที่หลวงพ่อเป็นเด็ก กำลังหนุ่มแน่น เป็นลูกชาวนา ทำไร่ทำนา ถึงปีมาเราทำนากันทุกปี เวลาว่างไปทำสวน ปลูกผักปลูกหญ้า บางทีไร่นามีสระเลี้ยงปูเลี้ยงปลา เวลาน้ำหลากมามาก เราจับปูจับปลา ทำกะปิ ทำปลาร้า ทำน้ำปลา ในสวนเราก็มีผักมีหญ้า เครื่องครัวเครื่องอยู่เครื่องกินของเรามีพร้อมหมด ในเมื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ เราจะไปเดือดร้อนอะไร เวลาหิวมา เราก็มองเห็นข้าวเปลือกอยู่ในยุ้งในฉาง เราก็ตักเอามาตำมาซ้อม มานึ่งมาหุง กับไม่มี มองลงไปใต้ถุนบ้านก็มีเล้าเป็ดเล้าไก่ มองไปในสวนก็มีผักมีหญ้า มีพริกมีมะเขือพร้อมบริบูรณ์หมด ในเมื่อเรามีทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เราจะไปเดือดร้อนอะไร ทีนี้คนทำไร่ทำนามีข้าวเปลือก คนทำราชการ ไม่ได้ค้าขาย ไม่ได้ทำไร่ทำนา ก็อาศัยพวกชาวไร่ชาวนาเอาข้าวมาขาย มันก็จุนเจือมาอยู่ได้ตั้งแต่หลายชั่วอายุคนแล้วเพราะอาศัยเกษตรกรรมประจำครอบครัว อุตสาหกรรมประจำครอบครัว อาหารเราผลิตเองได้ เครื่องอุปโภค เครื่องนุ่งห่มเราทำเอาเองได้

อันนี้มันเป็นเรื่องของเกษตรกรรมประจำครอบครัว อย่าลืมว่าเกษตรกรรมจะเป็นผู้ครองโลก สมัยปัจจุบันนี้ วัตถุดิบในป่าในดงมันร่อยหลอลงไปและหมดไปทุกที โรงงานอุตสาหกรรมเชิญสร้างลงไป ถ้าพืชเกษตรไม่มีป้อนโรงงาน โรงงานก็อยู่ไม่ได้

เพราะฉะนั้นอย่าลืมนึกถึงอดีต อย่าไปนึกว่าคนรุ่นปู่ย่าตายายของเรานี่เป็นคนครึ ล้าสมัย ไม่ทันสมัย เป็นเต่าล้านปี เป็นมนุษย์สมัยไดโนเสาร์ อันนี้มิจฉาทิฏฐิมันกำลังเกาะกินใจของเรา
วัฒนธรรมชาวตะวันตกเขานิยมวัตถุ แต่เอเชียเรานี่นิยมคุณธรรม อบรมสั่งสอนกันให้มีคุณธรรม ให้มีความรัก ความเมตตาปรานี เราอยู่ร่วมกันได้

อย่ามองข้ามของดีที่เมืองไทย

เราต้องย้อนกลับมาพิจารณาดู สิ่งที่เรามีมาตั้งแต่เก่าแก่ดั้งเดิม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของประเทศ ของบ้าน ของเมือง ที่ปู่ย่าตายายของเรายึดเป็นหลักปฏิบัติและดำรงชีพกันมาตลอด รื้อฟื้นขึ้นมา มันเป็นอมตะ มันเป็นของดีที่ไม่สูญสลาย แต่ว่าเราไม่รู้จักคุณค่า

ในเมืองไทยนี่มีดีทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างพลังจิต พลังสมาธิของเรา เป็นต้น แล้วบางทีชาวต่างประเทศที่ฉลาด ๆ เขามามอง ๆ ดู แล้วก็ตั้งเป็นหลักสูตรมาเผยแพร่ให้คนไทย เช่น พลังจักรวาล เป็นต้น พลังจักรวาลนี่ก็คือวิธีการสร้างพลังจิตนั่นแหละ

การสร้างพลังจิตของเรามีมาตั้ง ๒,๒๔๑ ปี ตั้งแต่พุทธศาสนาเข้ามาสู่เมืองไทยของเรา แต่เนื่องจากเรามองข้ามของดีที่เรามีอยู่ นิสัยคนไทยนี่ชอบของใหม่ของแปลก

พลังจักรวาลนี่มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ในตัวของเรานี่มันมีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ แล้วก็มีธาตุเหล็กผสมผสานอยู่ในเนื้อในหนังในเลือดเรา ในดวงอาทิตย์มีสนามแม่เหล็ก ดวงจันทร์ ดวงดาว มีสนามแม่เหล็ก ในโลกที่เราอาศัยอยู่ก็มีสนามแม่เหล็ก การสื่อสารของสนามแม่เหล็กคือ พลังไฟฟ้า ทีนี้ในตัวเรานี่ ในเมื่อเราสามารถสร้างจิตของเราให้มันนิ่งอยู่ในจุดหนึ่งจุดใดอย่างแน่วแน่ พลังในจักรวาลมันจะวิ่งเข้ามารวมในจุดนั้น ทำให้เราเกิดมีพลังจิตพลังใจ ปู่ย่าตายายเราเคยใช้กันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว สมัยที่โรงพยาบาลยังไม่มีมากมาย เราก็อาศัยการอมยาพ่นฝนยาทาตามประสา การพ่นการเป่าคือการใช้พลังจิต หรือบางทีอาจท่องมนต์ ทำน้ำมนต์อะไรทำนองนี้ ใช้พลังจิตทั้งนั้น แต่คนสมัยใหม่ เขามาบัญญัติศัพท์เรียกว่า พลังจักรวาล ให้มันแปลก แล้วคนทั้งหลายจะได้สนใจ อ่านต่อ...