หน้าหลัก ชีวประวัติ หนังสือและเทป ฐานิโยธรรม วัดป่าสาลวัน บูรพาจารย์เจดีย์ ลิงค์เวบศาสนา เกี่ยวกับเวบไซต์นี้
บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง
๑.บุพพการี ๒.กตัญญูกตเวที
พระครู : บุพพการีบุคคล บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน นี่ว่าโดยตรงๆ ก็คือผู้ที่อุปการะ หมายถึง พ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย บุคคลใดที่พ่อแม่ล่วงไปแล้ว เหลือปู่เหลือย่าก็ถือว่าเป็นผู้อุปการะ ทีนี้อุปการะนอกจากพ่อแม่ผู้มีพระคุณแล้วก็ยังมีพระราชามหากษัตริย์ หรือครูบาอาจารย์ อย่างนี้เป็นต้น นี่เรียกว่าบุพพการีบุคคลทั้งนั้น แต่ว่าหลักใหญ่ก็มีพ่อแม่เป็นหลัก แล้วก็มีพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ก็รวมรัฐบาลไปด้วย หัวหน้ารัฐบาล บุพพการีบุคคลนี่หมายถึงผู้กระทำความดีไว้ก่อน อย่างทุกวันนี้พ่อแม่อบรมลูกหลานได้ดี ถ้าเป็นพระราชามหากษัตริย์ ก็พระราชามหากษัตริย์ที่ปกครองบ้านเมืองดี แล้วก็อย่างรัฐบาล รัฐบาลที่ดีก็ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
กตัญญูกตเวทีบุคคล หมายถึงว่าบุคคลที่รู้คุณของท่าน อย่างเช่น รู้คุณของพ่อของแม่ รู้ว่าพ่อแม่มีคุณ รู้ว่าพระราชามหากษัตริย์มีคุณ รู้ว่าพระรัตนตรัยมีคุณ รู้ว่ารัฐบาลมีคุณ ก็ช่วยกันในเรื่องของทางการบ้านเมือง เช่นช่วยกันลงคะแนนเลือกตั้ง ช่วยกันรักษากฎหมายบ้านเมือง อันนี้เรียกว่าตอบสนอง เห็นบุญคุณ เห็นความดีของผู้มีพระคุณ
อาจารย์รังสิต : สมมติว่ามีเด็กบางคนเกิดมาโดยที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อหน้าแม่เขาเลย หมายความว่าคลอดจากโรงพยาบาลเนี่ย พ่อแม่ก็เอาเด็กไปทิ้งไว้ แล้วก็มีผู้ที่ไปพบเห็นเข้านำมาอุปการะ ถ้าเด็กผู้นั้นโตขึ้นมา มันก็มีเรื่องที่เกิดขึ้นก็คือ มีชาวบ้านเที่ยวไปพูดว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคนนี้หรอก แล้วก็เด็กคนนั้นก็เกิดคล้ายๆ ว่า มีอคติอยู่ในใจว่าทำไมพ่อแม่เราไปไหน ในหลักพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ตามจริงแล้ว เด็กคนนั้นโตขึ้นมาด้วยผู้ที่เขาเก็บมาเลี้ยงอย่างนี้ก็ต้องเป็นบุพพการีถูกต้องมั๊ยครับ
พระครู : ท่านถือว่าบุคคลใดให้ความอุปการะมีความเจริญเติบโต แล้วพึ่งตนเองได้ ถือว่าบุคคลนั้นเป็นบุพพการี สมมติว่าลูกเกิดมาแล้วแม่ตาย ก็อยู่กับพ่อ ถ้าพ่อเลี้ยงไปจนใหญ่โตจนได้ดิบได้ดี เรียกว่าพ่อเป็นบุพพการีบุคคล ถ้าเกิดพ่อไม่ได้รับภาระเต็มที่ ก็ให้ปู่ให้ย่า ปู่ย่านั้นก็เป็นบุพพการี ทีนี้ เกิดปู่ย่ารับภาระไม่ได้ก็จะให้ลุงให้ป้าให้น้าให้อา หรือจะยกให้ใครก็ได้ ใครรับไปอุปการะ คนนั้นแหละเป็นบุพพการีบุคคล
อาจารย์รังสิต : ปัญหาที่ผมเรียนถามพระคุณเจ้าคือ เด็กคนนี้พอเกิดมาแล้ว ทำไมจะต้องไปสืบว่าพ่อแม่คือคนไหน ทั้งๆ ที่คนที่เก็บมาเลี้ยงก็ควรจะเป็นบุพพการีแล้ว ทำไมจะต้องมีจิตใจแบบนั้น อันนี้ในหลักพระพุทธศาสนาถือว่าอย่างไรครับ
พระครู : ความจริงแล้วมันเป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นธรรมชาติว่าคนจะต้องมีผู้ให้กำเนิด ผู้ให้กำเนิดนั้นมี แต่ทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อให้กำเนิดแล้วไม่ทราบต้นตอว่าพ่อแม่ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ใด เพราะบางทีเขาคลอดแล้ว เขาก็ปล่อยไว้โรงพยาบาลเลย เลยไม่ทราบว่าพ่อคือใคร แม่คือใคร
อาจารย์รังสิต : ปัญหานี้เกิดขึ้นเยอะนะครับ แล้วทำให้เด็กเหล่านี้เกิดความคิดสับสน วัยรุ่น ในฐานะที่ผมเป็นครูบาอาจารย์ เด็กเหล่านี้จะพยายามคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อไร เราจะพบหน้าพ่อแม่ที่แท้จริง
พระครู : ก็ในจุดนี้แหละที่เรียกว่าบุพพการีบุคคล บุคคลที่อุปการะก่อนจึงเป็นบุคคลผู้หาได้ยาก หมายความว่าคนที่รับผิดชอบ เมื่อเด็กเกิดมาแล้วต้องรับผิดชอบ รับผิดชอบว่าเป็นแม่ รับผิดชอบว่าเป็นพ่อ ถึงไม่รับผิดชอบเลี้ยงดูอะไรก็ตาม แต่รับความจริงว่าข้าพเจ้าคือแม่ ข้าพเจ้าคือพ่อ เพื่อให้ลูกของเรานั้นมีเกียรติในสังคม ว่าเป็นลูกที่มีพ่อมีแม่ มีจริงๆ ทุกคน แต่ว่าเปิดเผยในสังคม เปิดเผยตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นจะมีปัญหาอีกต่อไปอย่างที่โลกเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ลูกไม่ปรากฏพ่อ ลูกไม่ปรากฏแม่ที่แท้จริง จะเป็นปัญหาสังคมมาก นี่แหละคือคำว่าบุพพการีบุคคล หมายความว่าบุคคลที่อุปการะก่อนจึงเป็นคนที่หาได้ยาก พ่อแม่ใดที่รับว่าเลี้ยงลูกของเรามาด้วยดี ไม่ทอดทิ้งลูก ทีนี้ใครมีลูกแล้วทอดทิ้ง นี่เรียกว่าไม่ใช่บุพพการีบุคคล เป็นคนที่เรียกว่าไม่รับผิดชอบ เป็นคนไม่ดี เป็นคนที่หาง่าย ไม่ใช่หายาก
อาจารย์รังสิต : อย่างบางคนมีพ่อแม่ แล้วพ่อแม่ไม่เลี้ยง ส่งไปให้ตาเลี้ยง ให้ปู่เลี้ยง ยังถือว่ายังมีพ่อแม่ยังรู้จักว่าใครคือพ่อ ใครคือแม่ แต่ว่ารายที่ไม่รู้จักนี่นะครับ ที่จริงแล้วต้องเคารพนบนอบผู้ที่นำมาเลี้ยงเป็นอย่างดี ไม่ควรที่จะไปหาความถูกต้องอะไรอีกแล้วใช่มั๊ยครับ ตรงนี้
พระครู : แต่ทีนี้เราจะต้องทำใจยอมรับความจริง ถึงอย่างไรก็ตามพ่อแม่นั้นก็ยังมีคุณอยู่ ถึงท่านไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อเป็นแม่ก็ตาม แต่คุณของพ่อของแม่ยังมี เพราะอะไร เพราะมีคุณตรงที่ว่าให้ชีวิตแก่เรามา ให้ชีวิตคือให้มือ ให้เท้า ให้หมดทั้งตัวนั่นแหละ เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดีให้แก่เรา ถ้าไม่มีพ่อไม่มีแม่ เราก็เกิดไม่ได้ เมื่อเราเกิดไม่ได้ ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่เป็นคน ก็ถือว่าเราไม่มีโอกาสที่จะสร้างประโยชน์ สร้างความดี


ถอดคำพูดจากรายการวิทยุ "เสียงชุมชน" ๑๗ พ.ย. ๔๔

พระครูชัยเขตคณานุรักษ์
รองเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน
กลับหน้าหลัก