การปรับปรุงสภาวธรรมของตน
ตอน 2

กฎแห่งความเป็นไปของสภาวธรรมตามที่เรารู้ๆ กันมา เคยได้ยินได้ฟังมา ในฐานะที่สภาวธรรมเป็นสังขาร สังขารที่มีใจครอง โดยกฎธรรมชาติของมันแล้ว ในเมื่อมีปรากฏการณ์ขึ้น จะทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่งและก็สลายไป นี่เป็นกฎธรรมชาติของสภาวธรรมที่จะต้องเป็นไป ซึ่งภาษาวัดเรียกว่า อนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนที่แท้จริง เช่น อย่างคนเราเมื่อเกิดมาแล้ว เมื่อเจริญเติบโตถึงที่สุดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เจ็บแล้วก็ตาย สิ่งที่จะพึงเป็นไปเช่นนั้น นั่นคืออนิจจังไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้คือกฎธรรมชาติของสภาวธรรมส่วนที่มีกายกับใจเป็นส่วนประกอบ เราใช้โวหารว่า เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

เมื่อเราทุกคนมีสภาวธรรมเป็นสมบัติของตน เราเกิดมาแล้วเราไม่แสวงหาประโยชน์จากสิ่งที่เรามีอยู่ จากสภาวธรรมอันได้แก่กายกับใจ พิจารณาดูแล้วมันเป็นสิ่งที่น่าสงสาร น่าเวทนายิ่งนัก ที่เกิดมาแล้วก็ปล่อยให้มันแก่-เจ็บ-ตาย แก่-เจ็บ-ตายไปอย่างนั้น โดยไม่สร้างสมความดีใดๆ ให้เกิดขึ้น ชีวิตคือกาย-ใจของเราที่เป็นสภาวธรรมก็จะเป็นสิ่งที่เป็นโมฆะ ไร้คุณประโยชน์ เพราะฉะนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้ความเป็นจริงของสภาวธรรมจะต้องมีอันเป็นไปเช่นนั้น ท่านก็ทรงพิจารณารู้แจ้งเห็นจริงว่า มวลมนุษย์ทั้งหลายเขาสามารถที่จะมีดวงตา มีจิตมีใจพอที่จะปรับปรุงให้มีความเจริญเติบโตขึ้นมาได้โดยทางใดทางหนึ่ง จึงได้วางหลักคำสอนอันเป็นกฎหรือระเบียบ เพื่อจะได้ปรับปรุงและกล่อมเกลาหล่อหลอมสภาวธรรมที่เรามีอยู่ให้มีสภาพดียิ่งขึ้น

ท่านทั้งหลาย ท่านเคยได้ปรับปรุง ตกแต่ง หล่อหลอมสภาวธรรมของท่านให้ดียิ่งๆ ขึ้นแล้ว คืออะไรบ้าง บางท่านอาจจะยังไม่คิด ท่านได้ปรับปรุงหล่อหลอมสภาวธรรมของท่านให้มีสภาพดียิ่งขึ้นตั้งแต่ท่านได้เริ่มเรียนหนังสือ เรียนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้ เรียนหนังสือให้มีวิชาความรู้ จนกระทั่งจบมหาวิทยาลัย นี่คืออุบายอันหนึ่ง เป็นการปรับปรุงหรือกล่อมเกลาสภาวธรรมให้ดียิ่งขึ้น เมื่อเกิดมาในตอนแรกท่านไม่มีอะไร ท่านได้ชื่อจากผู้ที่สมมตินามให้ท่านว่า เด็กหญิงนั่น เด็กชายนี่ เมื่อโตขึ้นท่านก็ไปสู่โรงเรียน ครูอาจารย์ก็แต่งตั้งให้ท่านเป็นนักเรียน พอขึ้นมาสู่ระดับมหาวิทยาลัย ท่านก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นนักศึกษา เมื่อท่านสำเร็จการศึกษา ท่านอาจจะไปเป็นครู หรือไปเป็นข้าราชการแผนกใดแผนกหนึ่ง ท่านก็จะถูกแต่งตั้งมาตามหน้าที่นั้นๆ เป็นเสมียน เป็นปลัดอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการ เป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ความเจริญก้าวหน้าที่เป็นมาอย่างนี้เพราะอาศัยอะไรเป็นมูลเหตุ ก็เพราะอาศัยวิชาความรู้ ได้ปรับปรุง ตกแต่งสภาวธรรมของท่านก่อน ที่จะให้มีสมรรถภาพดีพอที่จะใช้การได้ ท่านจะมีความสามารถพอที่จะรับราชการ มีความเจริญก้าวหน้าตามหน้าที่ที่ท่านรับผิดชอบในปัจจุบัน อันนี้เป็นการปรับปรุงตกแต่งสภาวธรรมที่ท่านมีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นตามลำดับของกระแสแห่งการครองโลก

ท่านจะยอมรับไหมว่า การครองโลกนี้มันก็เป็นความจริงอันหนึ่ง และเป็นความจริงที่ท่านจะต้องศึกษาให้รู้ ผู้บรรยายลืมบอกกับท่านว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ความจริง เมื่อรู้ความจริงแล้วพระองค์สอนให้ยอมรับความจริง เมื่อยอมรับความจริงแล้วพระองค์ไม่ให้ปฏิเสธกฎแห่งความเป็นจริง เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ครองเรือน ขอชี้ความจริงที่ท่านจะศึกษาให้รู้

๑. ความจริงของความเป็นพ่อคนแม่คน
๒. ความจริงของความเป็นลูกคน
๓. ความจริงของความเป็นสามีภรรยาคน
อันนี้คือความจริงที่ชาวบ้านทั้งหลายต้องศึกษาให้รู้ รู้แล้วต้องยอมรับสภาพความเป็นจริง

ในเมื่อยอมรับสภาพความเป็นจริงแล้ว บางทีการครองเรือนนี่มันอาจจะมีเหตุการณ์ยุ่งๆ เกิดขึ้น มีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ ตามวิสัยของชาวโลก ในเมื่อท่านเป็นพ่อคนแม่คน ลูกเต้าเกิดจากท่าน หน้าที่ของท่าน ท่านจะต้องรับว่าท่านเป็นพ่อคนแม่คน ท่านจะต้องเลี้ยงดูบุตรของท่าน ท่านจะต้องให้ทุกอย่างเท่าที่ท่านจะให้ได้ ถ้าท่านปฏิเสธไม่เลี้ยงดู หรือไม่ให้สิ่งที่ควรให้ ก็แสดงว่าท่านไม่ยอมรับรู้ความเป็นจริง ไม่ยอมรับสภาพความเป็นจริง มีแม่บางคนมีลูกแล้วไปคลอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลแล้วหนีไปเสีย อันนี้ก็แสดงว่าท่านไม่ยอมรับความเป็นจริงของความเป็นแม่คน ในเมื่อเราเป็นแม่คน เราจะต้องรับผิดชอบว่านี่ลูกของเรา มันออกมาจากท้องจากไส้เรา เราจะต้องเลี้ยงดู จะต้องอุปการะเขา ในเมื่อไม่รับผิดชอบไม่เลี้ยงดู ลองนึกดูว่าท่านผิดคุณธรรมข้อไหน คือขาดคุณธรรมของความเป็นแม่คน ขาดความเมตตา ขาดพรหมวิหาร ซึ่งเป็นคุณธรรมของความเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมีหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาขึ้น ความจริง ในความเป็นสามีภรรยา แต่ละท่านแต่ละครอบครัวที่มีการแต่งงานกันกว่าจะตกลงปลงใจกันได้ บางรายเฝ้าดูกันอยู่เป็นสิบปี ก่อนที่จะแต่งงานกัน เราต้องมีคำปฏิญาณต่อกันว่าเราจะรักกันชั่วชีวิต เมื่อแต่งงานแล้ว เราจะต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงต่อความเป็นของตัวเอง คือความเป็นสามีภรรยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณผู้ชายทั้งหลาย เมื่อท่านยังหนุ่มๆ อยู่ ก่อนที่ท่านจะตกลงแต่งงานกับลูกสาวใครสักคน ท่านควรจะคิดให้ดีเสียก่อน ท่านพร้อมที่จะให้ภรรยาของท่านนั่งสบายเป็นคุณนายได้หรือยัง ถ้าหากท่านยังไม่พร้อมก็ขอให้เขารอไปก่อน อย่าเอาความรักมาเป็นนาย ถลำเข้ามาทั้งๆ ที่ท่านยังไม่พร้อม เพราะการครองเรือนนี่มันทุกข์ยากลำบากเหลือเกิน

อาจจะสงสัยว่า หลวงพ่ออยู่ในวัดทำไมจึงรู้เรื่องของชาวบ้านดีนักหนา ซึ่งโดยปกติหลวงพ่อเป็นพระสงฆ์ และถือคติว่าพระสงฆ์มีหน้าที่กิน ถ้าใครให้กิน กินตลอดไปและมีหน้าที่เอา ใครให้เอาหมด ที่ไม่ผิดพระธรรม พระวินัย และมีหน้าที่ให้ในสิ่งที่ควรให้ อย่างเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่า ตั้งแต่วันที่ ๑-๑๕ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เราจะทำบุญเพื่อช่วยการศึกษาของประชาชนทุกวัน และอธิษฐานจิตใจให้มีเด็กมาขอรับบริจาคทุกวัน รุ่งขึ้นวันที่ 2 พฤษภาคม ก็มีเด็กมาขอ ๑ คน มีสตางค์อยู่ ๑,๐๐๐ บาทให้แกไป พอวันที่ ๒ มีมาอีก ๑ คน ในวันนั้นถ้ามี ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ คนไหนมาขอถูกวันที่มีเงินมากๆ ก็ให้ไปหมด ตั้งแต่วันที่ ๑-๑๕ พฤษภาคม ปรากฏว่านักเรียนมาขอความช่วยเหลือติดต่อกันไม่ขาด จนครบ ๑๕ วัน และได้จ่ายไป ๑๘,๕๐๐ บาท แสดงว่าความทุกข์ ความกังวล หรือความหนักใจของผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่เกี่ยวกับบุตรหลานมี ความยุ่งยากวุ่นวายไม่มีอะไรเท่าหน้าโรงเรียนเปิดใหม่ๆ และหลังจากนั้นก็ได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่า ถ้าไปเทศน์ในวัด เขาถวายกัณฑ์เทศน์จะมอบให้วัด ถ้าไปเทศน์ในโรงเรียน เขาถวายกัณฑ์เทศน์จะมอบให้โรงเรียน และก็ได้ปฏิบัติอย่างนั้นเสมอมา และเวลานี้ก็ได้ช่วยเหลือโรงเรียนที่ยากจนอยู่หลายโรงเรียนๆ ละคนสองคน ทุกคนคงจะคิดว่าหลวงพ่อองค์นี้อาจจะร่ำรวย ความจริงไม่รวย หลวงพ่อเป็นพระที่ยากจน แต่เป็นพระที่มีน้ำใจ คือคิดว่าความสุขอันใดที่มีมาจากประชาชน ความสุขอันนั้นควรจะย้อนกลับไปสู่ประชาชน ที่คิดอย่างนี้ก็เพื่อเป็นอุบายที่จะอุดช่องว่างระหว่างชนชั้นได้อย่างหนึ่ง จึงพอใจที่จะทำอย่างนี้ ที่ทำอย่างนี้ ผู้ที่ทำมีคุณธรรมอะไร มีคุณธรรมคือความเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ทุกข์ยาก กรุณา คิดจะช่วยเกื้อกูลให้พ้นจากทุกข์ยากลำบาก นอกจากนั้น มีความพลอยยินดีในเมื่อได้ช่วยเหลือเขาไปแล้ว แล้วก็มีอุเบกขา ความวางเฉย คือเบาใจ ในเมื่อเราเห็นว่าเราช่วยเขาได้ในสิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อเขา นี้คือการแสดงออกซึ่งคุณธรรมคือความเมตตา อ่านต่อ...